ประวัติสมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งประเทศไทย
และการฝึกอบรมแพทย์สาขาศัลยศาสตร์ทรวงอก

 

ในวงการศัลยศาสตร์ของเมืองไทยนั้น ไม่ว่าจะเป็นศัลยศาสตร์เฉพาะทางสาขาใด การกล่าวถึงประวัติ ความเป็นมาของแต่ละสมาคมศัลยแพทย์เฉพาะทางต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศ ไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเป็นต้องกล่าวไปพร้อมกันกับการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางสาขานั้น ๆ ด้วย เพราะเรื่องราวต่าง ๆ จะเชื่อมโยงกันอยู่ โดยมีจุดเริ่มต้นที่คล้ายกันในอดีตคือ ตั้งแต่ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2465 เป็นต้นมา ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่าง สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระราชบิดาแห่งวงการแพทย์ไทย” กับ มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ทำให้แพทย์ไทยที่จบการศึกษาแล้วหลาย ท่าน  ได้มีโอกาสไปเรียนแพทย์เฉพาะทางยังต่างประเทศ  ซึ่งรวมทั้งวิชาศัลยศาสตร์เฉพาะทางต่าง  ๆ  ด้วย ศัลยแพทย์เฉพาะทางต่าง ๆ ที่จบมาจากต่างประเทศนี้ ได้กระจายตัวทำงานและสอนถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ให้กับแพทย์รุ่นใหม่ ๆ แต่ก็อยู่ในลักษณะแบบไม่เป็นทางการในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ โดย แพทย์ที่จบใหม่ในสมัยนั้น ก็มักจะมาอยู่เป็นผู้ช่วยอาจารย์ในสาขาวิชาเฉพาะของแต่ละด้านที่ตนเองสนใจ โดย ไม่ได้มีหลักสูตรการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด หลังจากทำงานอยู่ 2-5 ปี  ก็จะหาทางเดินทางไป เรียนต่อยังต่างประเทศ โดยการแนะนำและช่วยติดต่อหาสถานที่ที่ฝึกอบรมจากอาจารย์ เมื่อสำเร็จการศึกษา แล้วก็กลับมาเป็นอาจารย์ในโรงเรียนแพทย์ต่อ หรือทำงานในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ  ซึ่งศัลยแพทย์เหล่านี้จำเป็น จะต้องได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ

ในปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ กองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการทะยอยแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการสอบความรู้ความชำนาญ” ของศัลยศาสตร์ เฉพาะทางแต่ละสาขาขึ้นมา เพื่อทำการสอบความรู้ความชำนาญและรับรองเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ศัลยศาสตร์ต่าง ๆ ให้กับศัลยแพทย์ดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น โดยที่ยังไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมเป็นแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในประเทศไทยแต่อย่างใด

ต่อมาเมื่อจำนวนศัลยศาสตร์เฉพาะทางแต่ละสาขามีจำนวนมากขึ้น จึงได้มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มบ้าง เป็นชมรมบ้าง โดยมีคณะกรรมการ หัวหน้ากลุ่ม หรือประธานชมรม ทำกิจกรรมร่วมกันกับสมาชิก และส่ง ผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปเป็นคณะอนุกรรมการสอบความรู้ความชำนาญของศัลยศาสตร์เฉพาะทางแต่ละสาขา

ย้อนไปในช่วงสงครามเวียดนามปี พ.ศ. 2498-2518 แพทย์ชาวอเมริกันจำเป็นต้องไปออกศึกสงคราม กันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จึงมีนโยบายรับ แพทย์ต่างชาติเพิ่มขึ้นโดยการสอบผ่าน ECFMG เข้าไปเรียนต่อและทำงานอยู่ที่อเมริกาได้ แพทย์ไทยเองมี โอกาสเดินทางไปอเมริกาเพื่อฝึกอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทางกันเป็นจำนวนมาก เมื่อสำเร็จการศึกษาจาก ต่างประเทศแล้วส่วนหนึ่งก็อยู่ในต่างประเทศต่อ ส่วนที่กลับมาทำงานในประเทศไทยนั้น แม้มีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่มากนัก มาในปี พ.ศ. 2515 คณะอนุกรรมการสอบความรู้ความชำนาญของศัลยศาสตร์เฉพาะทางแต่ละ สาขา จึงได้มาประชุมกัน และมีแนวคิดที่จะให้มีการฝึกอบรมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางสาขาต่าง ๆ ขึ้น ในประเทศของเราเอง ในที่สุดทางสาขาศัลยศาสตร์ทั่วไปได้มีการออก “หลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน สาขาศัลยศาสตร์ทั่วไป” ขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2515 นี้เอง โดยกำหนดให้ใช้เวลาการฝึกอบรม เป็นเวลา 3 ปี

ช่วงระยะเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มศัลยแพทย์ทรวงอกก็ได้วางแผนที่จะเพิ่มจำนวนแพทย์เฉพาะทาง สาขาศัลยศาสตร์ทรวงอกขึ้น โดยในขั้นต้นให้ทำเป็นการรับรองเป็นหนังสืออนุมัติก่อน ยังมิได้สร้างเป็น หลักสูตรเหมือนกับทางสาขาศัลยศาสตร์ แต่กำหนดให้ศัลยแพทย์ทั่วไปที่สนใจ มาทำงานในด้านศัลยกรรม ทรวงอก (Thoracic surgery) กับอาจารย์ศัลยแพทย์ทรวงอกอาวุโส ในสถาบันโรงเรียนแพทย์ เป็นเวลาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป สามารถมาเข้าสอบเพื่อหนังสืออนุมัติ สาขาศัลยศาสตร์ทรวงอกได้ ผู้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวและ สามารถผ่านการสอบเพื่อหนังสืออนุมัติเป็นรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2516 มี 2 ท่านคือ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สมบูรณ์ บุญเกษม และผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิบูลย์ โชติสกุลรัตน์ ทั้ง 2 ท่านอยู่ที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยที่คณะกรรมการสอบความรู้สาขาศัลยศาสตร์ทรวงอกในเวลานั้นประกอบด้วย  อาจารย์กษาน  จาติกวนิช อาจารย์กัมพล ประจวบเหมาะ อาจารย์ชิน บูรณธรรม อาจารย์พันธุ์พิษณุ์ สาคร พันธ์ และ อาจารย์ มรว.กัลยาณกิติ์ กิติยากร

ปี พ.ศ. 2515 ยังมีเหตุการณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นคือ คณะอนุกรรมการสอบความรู้ความชำนาญ ของศัลยศาสตร์เฉพาะทางทุกสาขา ได้มาประชุมกันและมีมติที่จะให้มีองค์กรกลางที่จะรวมเหล่าศัลยแพทย์ ทั้งหลายเข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อจะได้มีกิจกรรมร่วมกัน สร้างความสามัคคีกัน และทำงานทางด้านการฝึกอบรม แพทย์ผู้ เชี ่ยวชาญเฉพาะทางสาขาต่าง ๆ โดยแต่งตั้งให้มี คณะกรรมการริเริ่ม ขึ้น ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการสอบความรู้ความชำนาญของศัลยศาสตร์เฉพาะทางทุกสาขาที่มีอยู่ในเวลานั้นทั้งหมด 47  ท่าน ซึ่งในคณะกรรมการริเริ่มนี้ มีศัลยแพทย์ทรวงอกอยู่ 4 ท่านคือ อาจารย์กัมพล ประจวบเหมาะ อาจารย์ มรว. กัลยาณกิติ์ กิติยากร อาจารย์ชิน บูรณธรรม และอาจารย์พันธุ์พิษณุ์ สาครพันธ์ การหารือกันของ คณะกรรมการริเริ่มนี้ เกิดขึ้นอย่างรอบคอบหลายครั้งและใช้เวลา โดยเฉพาะในประเด็นว่าจะอยู่ในรูปของ สมาคม (ซึ่งเป็นนิติบุคคล) หรือ วิทยาลัยศัลยแพทย์ภายใต้แพทยสภา (ซึ่งไม่ใช่นิติบุคคล) และในที่สุด ด้วย เหตุผลเกี่ยวกับการศึกษาฝึกอบรมเป็นหลัก  จึงได้จัดตั้งเป็น  “วิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย”  ในปี พ.ศ. 2518 โดยมีสมาชิกก่อตั้งจากศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 8 สาขา เป็นจำนวน 121 ท่าน สำหรับสาขา ศัลยศาสตร์ทรวงอกมีศาสตราจารย์ นายแพทย์กัมพล ประจวบเหมาะ หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ทรวงอก โรงพยาบาลศิริราช ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนกลุ่มศัลยแพทย์ทรวงอกในกรรมการบริหารชุดแรกของ วิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันในปี พ.ศ. 2518 นี้ ท่านอาจารย์ยังได้รวบรวมศัลยแพทย์ ทรวงอกในประเทศไทยทั้งหมดจากทุกสถาบัน 27 ท่าน จากเดิมที่ยังมีสถานะเป็นกลุ่ม ตั้งเป็น “ชมรม ศัลยแพทย์ทรวงอก” ขึ้น โดยมีอาจารย์กัมพล ประจวบเหมาะ เป็นประธาน และในเวลานั้น อาจารย์ชิน บูรณธรรม เป็นหัวหน้าหน่วยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาจารย์ มรว. กัลยาณกิติ์ กิติยากร เป็นหัวหน้าหน่วย ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี อาจารย์บุญเกตุ เหล่าวานิช เป็นหัวหน้าหน่วยที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อาจารย์ พันธุ์พิษณุ์ สาครพันธ์ เป็นหัวหน้าหน่วยที่โรงพยาบาลราชวิถี อาจารย์สมบัติ ผดุงจันทร์ เป็นหัวหน้าหน่วยที่ โรงพยาบาลทรวงอก อาจารย์พงษ์ศิริ ปรารถนาดี เป็นหัวหน้าหน่วยที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอาจารย์นพดล ทองโสภิต เป็นหัวหน้าหน่วยที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทุกคนได้ร่วมกัน ทำงานในชมรมอย่างกลมเกลียว  เข้มแข็ง  มีการประชุมกันอย่างสม่ำเสมอที่โรงแรมราชศุภมิตร  ถนนหลาน หลวง และทำกิจกรรมทางวิชาการที่วิทยาลัยศัลยแพทย์มอบหมายให้ โดยเฉพาะร่วมจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี อันเป็นการประชุมวิชาการ และร่วมกิจกรรมทางวิชาการกับสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย (ก่อตั้ง เมื่อ พ.ศ. 2505) กับสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย (ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2510) โดยมีการจัดประชุม วิชาการในประเทศทั้งระดับชาติ และนานาชาติตลอดมา

5 ปีถัดมาหลังจัดตั้งชมรม คือในปี พ.ศ. 2523 ท่านอาจารย์ในชมรมศัลยแพทย์ทรวงอก ได้ร่วมกันร่าง หลักสูตรสำหรับใช้ในการฝึกอบรมสาขาศัลยศาสตร์ทรวงอกขึ้นมาเพื่อให้มีวุฒิบัตรอย่างเป็นทางการ โดยมี อาจารย์กัมพล ประจวบเหมาะ เป็นประธาน และในที่สุดหลักสูตรฝึกอบรมของแพทย์ประจำบ้าน สาขา ศัลยศาสตร์ทรวงอก ที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาให้เป็นทั้งวุฒิบัตรและหนังสืออนุมัติ ก็เกิดขึ้นเป็น ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2523 พร้อมกับการรับรองให้มีสถาบันฝึกอบรมได้จำนวนหนึ่ง โดยมี 3 tracks คือ

Track 1 วุฒิบัตร Thai Board of Thoracic Surgery หลักสูตร 3 ปี สำหรับผู้ที่จบ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต และใช้ทุนแล้ว จะอยู่ศัลยศาสตร์ทั่วไป 1 ปี และอยู่ศัลยศาสตร์ทรวงอกต่อ 2 ปี และเข้า สอบบอร์ดในปลายปีที่ 3

Track 2 วุฒิบัตร Thai Board of Thoracic Surgery หลักสูตร 2 ปี สำหรับผู้ที่จบ ศัลยศาสตร์ทั่วไปแล้ว สามารถสมัครเขารับการฝกอบรมผานแพทยสภาได้ และเข้าสอบบอร์ดในปลายปีที่ 2

Track 3 หนังสืออนุมัติ Thai Board of Thoracic Surgery สำหรับผู้ที่จบศัลยศาสตร์ทั่วไปแล้ว แต่ไม่ไดสมัครเขารับการฝกอบรมผานแพทยสภา ถ้าทำงานทางด้านศัลยศาสตร์ทรวงอกติดต่อกัน ตั้งแต่ 4 ปีเป็นต้นไป ในในสถาบันที่มีการฝกอบรมแพทยประจําบ้าน สาขาศัลยศาสตรทรวงอกซึ่งไดรับการ รับรองจากแพทยสภาแล้ว จึงจะมีคุณสมบัติสามารถเข้าสอบบอร์ดได้

เมื่อเริ่มต้นใช้หลักสูตรเพื่อวุฒิบัตรและหนังสืออนุมัตินี้ในปีการศึกษา 2524 ผู้ที่สำเร็จหลักสูตร ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน สาขาศัลยศาสตร์ทรวงอก ที่ได้รับวุฒิบัตรอย่างเป็นทางการเป็นคนแรกในปี พ.ศ. 2526 คือ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ เชิดชัย ตันติศิรินทร์

ต่อมา เดือนเมษายน พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงรับ วิทยาลัย ศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่เหล่าสมาชิก ส่วนชมรม ศัลยแพทย์ทรวงอก ก็ยังคงอยู่ภายใต้ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ ฯ เหมือนเดิม

แนวคิดในการเปลี่ยนจากชมรมศัลยแพทย์ทรวงอก มาเป็นสมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งประเทศ ไทยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2527 ด้วยสาเหตุความจำเป็นเร่งด่วน และประจวบกับเหตุการณ์หลายอย่างร่วมกัน โดย เฉพาะที่สำคัญคือ ชมรมศัลยแพทย์ทรวงอกได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 7th Biennial Congress of The Association of Thoracic and Cardiovascular Surgeons of Asia (ATCSA) โดยมีกำหนดจะจัดขึ้น ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ณ ประเทศไทย โดยมีท่านอาจารย์ชิน บูรณธรรม เป็นประธานการจัดงาน อาจารย์ชวลิต อ่องจริต เป็นเลขาธิการ และอาจารย์ธีระ ลิ่มศิลา เป็นประธานวิชาการ ทำให้ต้องรีบจัดตั้งให้ เป็นสมาคม เพื่อเป็นฐานรับที่เป็นนิติบุคคลและดำเนินงานติดต่อกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ การ ดำเนินงานต่าง ๆ ทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการจัดงานประชุม ATCSA ครั้งที่ 7 นี้ และการจัดตั้งสมาคมจึงได้เริ่ม ไปพร้อม ๆ กันในช่วงปลายปี 2527 สำหรับการจัดตั้งสมาคมนั้น ทางชมรมได้มีมติมอบหมายให้ อาจารย์ชิน บูรณธรรม อาจารย์ชวลิต อ่องจริต และอาจารย์โยธิน คุโรวาท เป็นทีมดำเนินการ ในที่สุดการจดทะเบียนเป็น สมาคมเกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จก่อนงานประชุม ATCSA ครั้งที่ 7 ได้รับใบอนุญาตเลขที่ ต.824 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2528 มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยคณะกรรมการบริหารชุดแรก พ.ศ. 2529-2531 วาระคราวละ 2 ปี มี อาจารย์ชิน บูรณธรรม เป็นนายกสมาคม และมีสำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ที่ เลขที่ 2 ชั้น 11 อาคาร เฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย (เพชรบุรี 47) ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 สำหรับการประชุม ATCSA นั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และมีเงินเหลือจาก การจัดประชุมจำนวนหนึ่งเข้ามาเป็นกองทุนของสมาคมต่อไป  ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปี  พ.ศ.  2569  สมาคมมี กรรมการบริหารมาแล้ว 22 ชุด จากสมาชิกสมาคมเริ่มต้น 27 คน จนมีสมาชิกสามัญของสมาคม 430 กว่าคน และสมาชิกกิตติมศักดิ์ 12 ท่าน สำหรับชมรมศัลยแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่น ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นสมาคม ศัลยแพทย์เฉพาะทางสาขาต่าง ๆ ในเวลาต่อมาเช่นกัน

สำหรับศัลยแพทย์ทรวงอกที่สำเร็จการฝึกอบรมแล้ว การเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมวิชาชีพ ถือว่าเป็น เรื่องสำคัญ การได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมวิชาชีพได้ ก็แสดงว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ สูงเข้ากับมาตรฐานตามประเทศที่พัฒนาแล้ว ศัลยแพทย์ทรวงอกนอกจากได้วุฒิบัตรทางศัลยแพทย์ทั่วไป และ/หรือ ทางศัลยแพทย์ทรวงอกแล้ว ควรเป็นสมาชิกของสมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งประเทศไทย และ ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยเช่นกัน รวมทั้งควรเป็นสมาชิกของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศ ไทยด้วย เพราะการทำงานมีความเกี่ยวข้องและต่อเนื่องกันอยู่ เหล่านี้เป็นต้น เพราะการเข้าร่วมเป็นสมาชิก จะมีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าปกติ ทั้งทางวิชาการ ทางการศึกษาวิจัย และทาง สังคมของผู้ประกอบวิชาชีพเดียวกัน โดยเฉพาะการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิตของการประกอบวิชาชีพนั้น ๆ อัน ส่งผลดีต่อผู้ป่วยและสังคมในที่สุด ในฐานะของสมาชิกที่ดีของสมาคม อาจารย์ ศาสตราจารย์คลินิก พลโท นายแพทย์ ณรงค์ รอดวรรณะ อดีตประธานราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย และอดีตนายกสมาคม ศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งประเทศไทย เคยกล่าวไว้ว่า นอกจากพวกเราเหล่าสมาชิกจะได้รับสิทธิดังกล่าวแล้ว ยัง ต้องมีหน้าที่ด้วย  หน้าที่ประการแรก  “Participation” คือต้องเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อ ความคึกคัก เพื่อความเป็นปึกแผ่น เพื่อความสามัคคี และมีพลังในการเสนอแนะและต่อรองในเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่ เกี่ยวกับสมาชิก และกระบวนการรักษาผู้ป่วย ประการที่สอง เมื่อท่านในฐานะของสมาชิกมีประสบการณ์สูงขึ้น เรื่อย ๆ ท่านต้องแบ่งปันความรู้ความสามารถเป็นวิทยาทานทั้งด้านวิชาการและการบริหาร ให้แก่สมาชิกรุ่น น้องเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ และวิชาศัลยศาสตร์ทรวงอกต่อไปในอนาคต นั่นคือ “Contribution” ประการ ที่สาม เมื่อมีอาวุโสมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ท่านอาจต้องทำงานจิตอาสาให้สมาคมศัลยแพทย์ทรวงอก แห่งประเทศไทย หรือได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนสมาชิกดำเนินกิจการต่างๆของสมาคม ให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม นี่เป็นความรับผิดชอบ “Responsibility” ซึ่งสมาชิกทุกคนต้องมีส่วน ร่วมตามลำดับ ดังนั้น “Participation – Contribution – Responsibility” จึงเป็นหน้าที่ของสมาชิกที่ดี ทุกคน

อาจารย์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปริญญา สากิยลักษณ์ อดีตประธานราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่ง ประเทศไทย และอดีตนายกสมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งประเทศไทยเช่นกัน ได้กล่าวเพิ่มเติมในเรื่องการเข้า เป็นสมาชิกของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยไว้ว่า “ราชวิทยาลัยใช้หลักเดียวกันกับวิทยาลัย ศัลยแพทย์ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรืออังกฤษที่ว่า นอกจากจะเป็นองค์กรที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ สมาชิกในด้านการจัดประชุมทางวิชาการที่ Update โดยวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ และเสีย ค่าลงทะเบียนในอัตราพิเศษ ตลอดจนมีทุนการศึกษาดูงานหรือเสนอผลงานยังต่างประเทศตามแบบฉบับแล้ว 

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ  ผู้ที่ได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิก  ย่อมเป็นผู้มีเกียรติและศักดิ์ศรีที่ได้ใช้อภิไธย
F.R.C.S.T. (Fellow of the Royal Collage of Surgeon of Thailand) เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางศัลยศาสตร์ตามมาตรฐานนานาชาติ และมีจริยธรรมอันดีในการประกอบ วิชาชีพ จึงขอให้มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรวิชาชีพทางศัลยศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และจงร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือในกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อความเจริญก้าวหน้าและความ เป็นปึกแผ่นขององค์กรศัลยแพทย์ของเรา”

 


 

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2548 ฉลองครบรอบ 20 ปี สมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งประเทศไทย, วันพฤหัสบดีที่ 16-19 กุมภาพันธ์ 2549
2. หนังสือ 35 ปี ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ปี 2553

ข้อมูลสัมภาษณ์จากบุคคลดังต่อไปนี้
1.  รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สมบูรณ์ บุญเกษม
2.  ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปริญญา สากิยลักษณ์
3.  ศาสตราจารย์คลินิก พลโท นายแพทย์ ณรงค์ รอดวรรณะ
4.  นายแพทย์ สุปรีชา ธนะมัย
5.  รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ เชิดชัย ตันติศิรินทร์
6.  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ ชูศักดิ์ คุปตานนท์
7.  รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สมภพ พระธานี
8.  ศาสตราจารย์ นายแพทย์ วิชัย เบญจชลมาศ

เรียบเรียงโดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธีรฉัตร ศิลารัตน์
มิถุนายน พ.ศ. 2569